วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความรักแบบที่สี่ [ที่เขาว่ากันว่า...น้ำเน่า]

ในค่ำคืนวันฝนพรำ... กลางเดือนพฤษภาคม 2555
วันนี้ที่ฝนตกพรำๆ ทั่วเมืองหลวง... บรรยากาศค่อนข้างดี   เลยพลอยฟ้าพลอยฝนอารมณ์ดีไปกับอากาศด้วย ทั้งๆ ที่วันนี้ออกจะมีเรื่องวุ่นวายน่าปวดหัวอยู่บ้าง... แต่ก็ไม่ทำให้หัวใจขุ่นหมองได้ ขอบคุณหัวใจที่ยังเข้มแข็งอยู่บ้าง  ไม่ได้เปราะบางไปเสียทั้งหมด... เลยเขียนถึงความรักในแบบต่อไปได้อีกหน่อย... ตามที่ผู้ใหญ่บางคนบอกว่า “หัวใจซุกซน”

ความรักแบบที่สี่ [แบบนี้... เหมือนจะน้ำเน่าแต่มันมีอยู่จริง]
เรารักคุณมาก... แต่ทำไมคุณถึงไม่รักเรา เราไม่ดีตรงไหน  เป็นคำพูดที่ผู้หญิงคนหนึ่งกดดันผมได้ระดับหนึ่ง  และเป็นคำพูดของผู้หญิงคนที่เราเคยรู้จักกันมานานมากแล้ว
หลังจากที่เราไม่ได้พบกันมาร่วมสิบกว่าปี  เราได้พบกันโดยบังเอิญในวันหนึ่ง  ต่างคนต่างตกใจและงวยงง  เพราะวิถีชีวิตของเราต่างและห่างกันพอสมควร  ผมจำเธอได้อย่างแม่นยำ [ปรกติผมมักจะลืมผู้คนเพราะที่ผ่านมาผมพบปะผู้คนมากถึงมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ] ในขณะที่เธอกลับครุ่นคิดว่าเรารู้จักกันเมื่อไหร่  เราจึงนั่งรำลึกถึงความหลังกันพักใหญ่  ในที่สุด... เธอก็จำเรื่องราวได้อย่างชัดเจน  [เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากทีเดียว]...
เรามีเวลาคุยกันพักใหญ่กับเรื่องราวเก่าๆ ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปเธอดูกล้าถามกล้าตอบมากขึ้น  จากเมื่อก่อนที่เธอมักจะเหนียมอายยามเราพูดคุยกัน จนผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยอยากจะพูดคุยกับผมนัก... แต่คราวนี้เรากลับสนทนากันได้อย่างสนุกสนาน [ เพราะกาลเวลาทำให้เราชัดเจนขึ้นหรือเปล่า ?]
แล้วอยู่ๆ  เธอก็บอกกับผมว่า  เธอชอบผมมากในครั้งนั้นแต่บังเอิญความรู้สึกนั้นไม่ได้ตรงมาที่ผม... เธอกลับเก็บเอาไว้เพียงลำพัง  ผมนึกออกทันทีว่าที่เธอไม่อยากคุยกับผมนั้น... เธอเหนียมอายนี่เอง [ ผมรู้สึกหมั่นไส้ตัวเองในอดีตทันที]  แล้วเราก็ติดต่อกันอยู่พักใหญ่จนมาวันหนึ่ง  เธอก็ถามผมขึ้นมาจนผมตั้งตัวแทบไม่ทัน

เราชอบคุณมาก  ชอบมานานแล้ว... วันหนึ่งคุณก็ได้อันตรธานหายไปจากใจเรา  แต่วันนี้อยู่ๆ  คุณก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเราอีกครั้ง ความรู้สึกเก่าๆ  กลับพรั่งพรูขึ้นมาทันที... คุณจะรักเราและมีชีวิตอยู่กับเราจากนี้ต่อไปได้ไหม
ผมเงียบ... ไม่ตอบอะไรออกไป  เธอก็พยายามถามอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส  ...เงียบ... คือสิ่งเดียวที่ผมมีให้เธอในเวลานี้  สุดท้าย  เธอก็เริ่มเงียบบ้างแต่ความเงียบของเธอหมายรวมไปถึงหายไปอย่างแผ่วเบา... คราวนี้  เธอต่างหากเป็นผู้จากไป
+ + + + + +
[ เธอที่รัก... ฉันจะบอกอย่างไรกับเธอดี  ฉันในวันนี้ไม่ได้มีหัวใจรักใครได้อีกแล้ว  ทั้งๆ  ที่ฉันไม่ได้มีใครอยู่ในใจฉันในวันนี้เช่นกัน... กับการเดินทางของฉัน  ฉันได้เผลอไปทำร้าย  ทำลายหัวใจฉันไปจนหมดแล้ว  ฉันอยากจะรักเธอแทบขาดใจ... ขอโทษเธอจริงๆ  จากหัวใจ... และขอโทษหัวใจที่ถูกทำร้ายด้วยตัวเอง ]
+ + + + + +
ฉันเขียนถึงความรักตอนนี้แทบไม่จบ  แต่ก็พยายามเขียนให้จบจนได้  และฉันไม่อาจเขียนแบบต่อไปได้อีกในขณะนี้  ความรักมันมาทวงบุญคุณฉันซะอย่างนั้น... แถมขู่อีกด้วย [ ทำเค้าไว้เยอะครับ ]  ไว้ฉันจะแอบเขียนถึงความรักอีกนะ

จากเธอไป... ไม่ใช่เรื่องที่ฉันอยากจะทำ  แต่เป็นเรื่องที่ฉันไม่ทำไม่ได้  สุดหักอาลัยยามไกลไปจากเธอ
ปล่อยเวลา... รักษาอารมณ์  จนกว่าความระทม... ผ่อนคลาย >>>  สุดเหงา >>>ทิพย์วรรณ  ปิ่นพิบาล
[ ผมฟังเพลงนี้  ยิ่งจมลงไปลึกทีเดียว... เฮ้อ  ฝนทำร้ายผมได้ขนาดนี้เชียวหรือ ?]

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

[ขอ] เขียนถึงความรัก … [สักครั้ง]

05:00 am.  ในเช้าวันจันทร์หนึ่งของเดือนเมษายน
โมจิ  แมวสวยของฉันมานอนเอามือมาเกาะที่แขนขวาของฉัน  ตั้งแต่เช้า [ก่อนที่ฉันจะตื่น]... พอฉันรู้สึกตัวก็ชำเลืองดู... น่ารักเสียจริงๆ  ความรักของแมวตัวนึงที่มีต่อมนุษย์คนนึง... จะเป็นยังไงหนอ  อยากรู้เสียจริงๆ 
มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันยังขยับคัวไม่ได้ [กลัว โมจิ จะตื่น] ฉันเลยมีเวลาคิดถึงความรักของฉัน [เพราะฉันสัมผัสได้จากแมวตัวนั้นหรือเปล่า] ฉันก็เลยขอเขียนถึงความรัก [กับเขา] บ้าง...


ความรักแบบที่หนึ่ง [ไม่ใช่แบบแรก]
ผู้หญิงคนนึงของฉัน  เคยบอกกับฉันว่า 
จะรักกันไปทำไม  ในเมื่อท้ายที่สุดแล้ว  เราก็ต้องจากกันอยู่ดี 
เธอบอกกับฉันในขณะที่ความสัมพันธ์ของเราเริ่มงดงาม  เราบังเอิญได้พบกันในเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน  และเราก็ได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกัน... ระยะหนึ่ง  เราทั้งสองมีความสุขในการมีชีวิตด้วยกันพอสมควร  หรืออาจจะมากเลยทีเดียว... เท่าที่ฉันสัมผัสได้  แต่วันเวลาก็ช่างใจร้ายเสียเหลือเกิน  ทำให้เราจะต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลบางอย่างของสังคม 
ถ้าการจะรักใครสักคน  แล้วเราจะต้องสมหวังไปเสียทั้งหมด  หรือเราจะต้องอยู่ด้วยกันไปจนตาย  ผมคงไม่อาจรักใครได้อีก 
นั่นเป็นคำตอบแรกของผม  ถึงเราจะต้องจากกันไปในสักวันหนึ่ง  ผมยินดีที่จะขอรักกับคุณเท่าที่เวลาของเรายังมีอยู่  ดีจะต้องรักใครก็ได้สักคนไปจนตาย  เป็นบทสรุปที่ฉันบอกกับเธอ  เธอยังถามกลับมาอีกว่า 
แล้วต่อไปใครจะดูแล  จะอยู่กับใคร  เหงาตายกันพอดี
ถึงสุดท้ายผมจะต้องอยู่เพียงลำพัง  ผมก็จะอยู่ด้วยความยินดี   อย่างน้อย...  ผมยังระลึกถึงความรักดีๆ  ของเราที่มีต่อกัน  ตลอดไป...  นั่นเป็นคำตอบสุดท้ายที่ฉันบอกเธอไป
แล้วเราก็รักกัน... ไปจนหมดเวลา


ความรักแบบที่สอง
ที่ฉันรักพี่  ก็เพราะพี่เป็นแบบนี้  และที่ฉันต้องจากพี่ไป  ก็เพราะพี่ยังเป็นแบบนี้... ฉันขอโทษ
นี่เป็นคำตอบที่ฉันได้จากเธอ  ในวันที่เราต้องแยกจากกัน
เราได้พบกันในงานแถลงข่าวงานหนึ่ง  ที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน  ในงานนั้นมีผู้คนในวงการ [มายา] มามากมาย  ทั้งรุ่นเล็ก  รุ่นใหญ่  รุ่นใหม่  รุ่นเก่า  ต่างก็มางาน... เพื่อพบปะสนทนากับเพื่อนฝูงมากมาย  ในงานนั้นมีทั้งฉันและเธออยู่ด้วยเช่นกัน
แอบมองพี่อยู่ไกลๆ  นานแล้ว  ท่าทางพี่คงคุยสนุกดี  ดีจังได้คุยกัน
นั่นเป็นคำพูดที่เธอบอกหลังจากที่เราได้รู้จักกัน
 เธอบอกกับผมว่า  ผมมีชีวิตในแบบของผมดี  ไม่ค่อยปรกติดี  [อ...  นี่คำชมหรือเปล่า]  เวลาอยู่ด้วยกันเธอจะรู้สึกถึงความสนุกสนานมีชีวิตชีวา  ในแบบฉบับของตน  ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ  เรามีชีวิตอยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ  เธอมันจะทำโน่นทำนี่ให้ฉันอยู่บ่อยๆ  จนฉันแอบรู้สึกว่า  น่าจะอยู่กันได้ตลอดไป  ฉันมีความสุขพอสมควร  แล้วอยู่มาวันหนึ่ง
พี่ก็ยังคงเป็นพี่เหมือนเดิม  ฉันเองต่างหากที่เปลี่ยนไป  ฉันรักพี่ในอย่างที่พี่เป็น  แต่ฉันจำเป็นต้องไปจากพี่  เพราะฉันอยากได้ความเป็นพี่ มาเป็นของฉันคนเดียว  แล้วเธอก็เดินออกไปจากชีวิตฉัน

หากเธอสมหวังในวันหนึ่ง  โปรดรู้ไว้ว่าฉันได้เห็นและชื่นชม 
หากเธอท้องแท้ในวันหนึ่ง  จงโปรดรู้ไว้ว่าเธอ  ใช่อยู่คนเดียว... ยังมี [เฉลียง]

ความรักแบบที่สาม
น้องคนนี้  น่ารักดีนิสัยดีเลยพามาด้วย  นี่เป็นประโยคเปิดตัวของเพื่อนคนหนึ่ง  ที่เราได้มีโอกาสพบกัน
หลังจากเวลาผ่านไป  ความรู้สึกบางอย่างก็ได้เกิดขึ้นในใจฉัน  ทุกครั้งที่ฉันมองเธอ  ฉันมักจะคิดถึงตัวเองเสมอ  คิดถึงความสนุกสนานและความโลดโผนของชีวิต...  เรามีโอกาสเจอกันหลังจากนั้นบ้างแต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก... จนความสัมพันธ์เริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด  ผมสนุกและยิ้มได้เสมอ  เวลาที่เราอยู่ร่วมกัน  และผมก็ขุ่นมัวได้อีกด้วยเหมือนกัน
เราจะเป็นแฟนกันจริงๆ  เหรอพี่   หนูไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่กันแบบไหน  เวลาไปไหนมาไหนจะได้ทำตัวถูก
นั่นเป็นคำถามหลังจากที่เกิดการก่อตัวของความรัก [หรือเปล่า] ต่างคนต่างก็ไม่แน่ใจในหัวใจของตน  เพราะเราเริ่มแสดงการเป็นเจ้าข้าว  เจ้าของกันและกัน  เวลาไปไหนมาไหนโดยไม่มีกันเราจะถามหากันเสมอ...  ทั้งๆ  ที่ก่อนหน้านี้  ความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในใจของใครเลย  ไม่รู้สินะ  ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแบบไหน  อย่างไร  เราไม่ต้องมีข้อผูกมัดซึ่งกันและกันดีกว่า  นั่นคือข้อตกลงระหว่างเรา
เวลาผ่านไป... ฉันเริ่มอยากจะมีเธอมากขึ้น  อยากอยู่ด้วยกันมากขึ้น  แต่... สำหรับความรักแล้ว  สมควรให้มันเป็นและไปในอย่างที่มันควรจะเป็น  ไม่ใช่หรือ... แล้วฉันจะทำอย่างไร
ก่อนอะไรจะมากไปกว่านี้  ให้พี่รักเธอในแบบของพี่  และเธอถ้าอยากจะรักพี่  ก็ควรรักในแบบของเธอดีไหม ? 
นั่นเป็นคำตอบที่ฉันมีให้เธอ  [และตัวฉันเอง] แล้วเราก็เดินจากกันไป... 

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่าแค่รักกัน อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ...
มันก็คงไม่ต่างจากใจฉัน แต่ว่าความปวดร้าว อาจจะไม่เท่ากัน...  อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ [ธเนศร วรากูลนุเคราะห์]

07:25  am.  
เช้าเกินกว่าจะเช้ามืดแล้ว  ฉันคงเขียนต่อไปไม่ได้แล้ว  [โมจิ ลุกหนีไปแล้ว...]  แล้วคราวหน้าฉันจะเขียนถึงเธอ... ความรัก [แม้จะไม่ใช่ของฉัน... ก็ตาม]


โบยบิน  สู่ขอบฟ้าที่แสนกว้างใหญ่  กู่ก้องไปทั่วแผ่นฟ้า
แม้เธออยู่แห่งไหนใจจงรู้ว่า  ฉันจะพาเธอกลับคืน... โบยบิน [ฤทธิพร อินสว่าง]

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผู้ชาย... เห็นแก่ตัว

ผู้ชาย... เห็นแก่ตัว


จะเอาอะไรจากฉันอีกที่รัก... เท่าที่ฉันมอบให้ ยกให้ ทั้งหมดที่ฉันมียังไม่พออีกหรือ... ฉันไม่มีที่ไปอีกแล้ว... นอกเหนือจากทุกวันที่ฉันอยู่นี้ แทบไม่มีค่าสำหรับใครอีกแล้ว... ด้านหลังของฉันหาใช่หนทางไม่ แต่มันกลับกลายเป็นหุบเหว... ลึกเท่าไหร่ก็ไม่อาจจะวัดได้ด้วยมาตราวัดใดๆ ทั้งสิ้น

ชีวิตของฉัน... เท่านั้นที่ฉันมี ฉันก็ได้พยายามใช้อย่างลำพัง... ไม่ได้เบียดเบียนใครอีกต่อไป ส่วนจะไปกระทบกระทั่งใครไปบ้าง... นั่นก็หาได้มีเจตนา หรือตั้งใจแต่อย่างใด

พรุ่งนี้ของฉันไม่มีอีกแล้ว... ฉันใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนทุกวัน... บ้างก็บอกว่า “ซ้ำซาก” บ้างก็บอกว่า “มั่นคง” นั่นก็สุดแล้วแต่เจตนาในวิธีมองของแต่ละคน... แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังคงหายใจอยู่ได้ ยิ้มได้ นั่นก็คือความรู้สึกดีๆ ที่ฉันพยายามสั่งสมไว้ตลอดชีวิต... ฉันจะไม่เหงา และว้าเหว่มากไปกว่านี้ดอก... ที่รัก และฉันก็ไม่เคยเกลียดชังความรู้สึกนี้เลย... ทุกวัน ทุกวัน ความรู้สึกเหล่านี้กลับกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน หรืออาจจะเป็นความรู้สึกเดียวที่ฉันมีอยู่ในขณะนี้

ฉันไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดๆ จากใครๆ มาเนิ่นนานนักแล้ว... ฉันมีความสุขในพื้นที่ของฉัน พอใจในชีวิตรายวันของฉัน... ฉันแทบจะไม่รู้เลยว่าถัดจากประตูที่ฉันปิดไว้ มีอะไรอยู่บ้าง... ฉันไม่เคยคิดแม้จะเปิดมันออกอีกเลย

สองสามวันก่อน... มีใครคนหนึ่งพยายามเรียกฉันให้ออกไปจากพื้นที่ของฉัน... แต่ฉันได้ปฏิเสธไปอย่างไม่ลังเล ไม่มีอีกแล้วพื้นที่อื่นๆ สำหรับฉัน พื้นที่เหล่านั้นฉันขาดกลัวที่จะออกไปอีกครั้งหนึ่ง... ฉันอาจจะสูญเสียอะไรบางสิ่งจากความหวาดกลัวของตัวเอง... แต่ในความเป็นจริงไม่มีอะไรที่เป็นของฉันอีกแล้ว... ข้อสำคัญฉันไม่มีความอยากได้อะไรอีก ทุกสิ่งอย่างที่ฉันเคยมีฉันก็ให้ใครต่อใครไปหมดสิ้น... แล้วเธอยังอยากจะได้อะไรจากฉัน

ความรักของฉัน... ก็ได้มอบให้ใครบางคนไปหมดแล้ว สิ่งที่คอยปลอบโยนหัวใจฉัน เป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ที่ฉันเพียรพยายามสะสมมาชั่วชีวิต... ฉันอิ่มใจกับความรักที่ฉันเคยมี เท่านี้ก็เกินพอ ไม่ต้องยิ้มหรืออ้าแขนรอรับฉันดอก ไม่ต้องโอบกอดฉัน... ฉันยิ้มให้กับชีวิตของฉันได้เสมอ... และฉันก็โอบกอดตัวเองอยู่เป็นประจำ

โปรดเถิดที่รัก... โปรดปล่อยให้ฉันมีชีวิตของฉันอยู่อย่างนี้เถิด

...เพราะชีวิตเดียวของฉัน...ฉันพอใจที่สุดแล้ว...

19:55 p.m.  [20 กรกฎาคม 2011]
Gypsy Alone

ดีใจ... ที่ได้พบกัน

ดีใจ... ที่ได้พบกัน                                                                         




ดีใจ ที่ได้พบเธอ อีกครั้ง
ดีใจจัง ที่เธอกลับมา
รู้ไหมว่าเฝ้ารอ รอเธออยู่ คิดถึงเหลือเกิน

ร้องไห้เถิด ร้องไป หากเจ็บช้ำดวงจิต เสียใจ
น้ำตาอาจช่วยปลอบใจ...
...นานเหลือเกิน รู้ไหม มันนาน ฝันไป
ฝันว่าเธอเดิน มายืนใกล้ๆ ดีใจจัง

ร้องไห้เถิด ร้องไป ร้องให้น้ำตาสิ้น จากหัวใจ

ดีใจที่ได้พบเธอ...
รู้ไหมว่าเฝ้ารอ รอเธออยู่ คิดถึงเหลือเกิน

"ดีใจ" ธเนศ วรากูลนุเคราะห์

ฉันหยิบเพลงนี้ขึ้นมาฟังอีกครั้งหนึ่ง หลังจากไม่ได้ฟังเสียนาน เพียงเพราะฉันนึกถึงใครคนหนึ่ง ความทรงจำหลายๆ อย่างมันผุดขึ้นมาในสมองมากมายเหลือเกิน 7 ปี แล้วสินะนับแต่วันที่เราพบกัน และถ้าจะนับต่อไปอีกก็น่าจะ 3 ปี ที่เราแยกจากกัน...
หลังจากที่เราแยกจากกัน ฉันก็ได้พบปะกับคนอื่นๆ อยู่บ้าง เพื่อที่จะทำให้ชีวิตตัวเองปกติเช่นคนทั่วไป และฉันก็คิดถึงเธออยู่บ้าง ถึงจะไม่บ่อยเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นในใจ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับการใช้ชีวิตต่อไป แต่พักหลังๆ มานี่กลับกลายเป็นว่า นานๆ ทีฉันจะคิดถึงเธอ แต่คิดถึงเธอทีไรนานทุกที... มันน่าขันเสียนี่กระไร...
พูดถึงเรื่องความรักของเรา ที่มีวันหมดอายุนี่ก็น่าขำดีนะ ฉันยังจำได้เสมอที่เธอเคยบอกกับฉัน
"ทำไมไม่ไปหาใครสักคน ที่คุณสามารถแต่งงานกับเขาได้ มีครอบครัวกับเขาได้ อยู่กับฉันมันไม่มีอนาคตหรอกยังไงเราก็ต้องแยกจากกันอยู่ดี"

แล้วฉันตอบเธอไปว่า
"ถ้าการรักกับเธอแล้วไม่มีอนาคต เราไม่สามารถจะอยู่กินกันแบบครอบครัวได้ เพราะยังไงเราก็ต้องแยกจากกัน ฉันขอใช้เวลากับเธอให้มากที่สุดก่อนที่เราจะแยกจากกัน อย่างน้อยเวลาที่ฉันเหงา หรือต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ฉันก็ยังมีเธอให้คิดถึง มีความรักดีๆ ให้นึกถึง มันคุ้มค่ากว่าการอยู่กับใครก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้ขัดใจฉัน แล้วเราก็ยังมีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ถึง 4 ปี...
ในวันนี้แม้เราจะอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่ฉันก็ยังคิดถึงเธอได้... ฉันไม่ได้ขอให้เธอคิดถึงฉันหรอก เพราะฉันเชื่อว่า เธอก็คงคิดถึงฉันอยู่บ้างเช่นกัน

แต่ตอนนี้... ฉันคิดถึงเธอ จริง จริง คิดถึงเหลือเกิน my Sakura ของฉัน
Gypsy 1965 / 030711

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จากหลวงพระบาง...(คิด) ถึงเธอ

Good Morning Luangprabang
สะบายดีหลวงพระบาง
090709

ได้มีโอกาสดูหนังที่อยากจะดูจบเสียทีวันนี้ 
(ซึ่งเป็นวันที่มีงานแต่ไม่ทำและข้อสำคัญเราคุยกันไว้ว่าจะดูด้วยกันสองคน)  อิ่มใจเสียจริงๆ  แม้นจะเป็นการดูเพียงลำพัง... การถ่ายทอดเรื่องราวทั้งถ้อยคำและภาษาภาพ... ทำให้ฉันมีความอิ่มใจอยู่มาก  ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ฉันรำลึกถึงใครคนหนึ่ง... อีกสองวันก็จะครบเจ็ดเดือนที่เราได้แยกจากกัน
แม้นจะดูเหมือนเพียงไม่นานนัก... แต่การจากกันด้วยเงื่อนไขของข้อตกลงบางอย่าง... เพียงแค่วันเดียวก็ดูเหมือนเนิ่นนานเสียเหลือเกิน...
ฉันนั่งดูหนังเรื่องนี้ไปพรางแอบยิ้มไปพราง... จินตนาการของฉันได้พาฉันเข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้หลายต่อหลายตอนเลยทีเดียว...
ตั้งแต่เวียงจัน... วันแรก ฉันนอนพักที่นั่นหนึ่งคืนเพื่อติดต่อขอทำวีซ่า... ต่อมาเป็นการนั่งรถอันหฤโหด  12  ชั่วโมงจากเวียงจันไปจนถึงถึงหลวงพระบาง...
แม้นจะเป็นการนั่งรถขึ้นเขาที่ยาวนานมาก... แต่เราก็ได้หยิมชมความสุขที่มีมากมายจากสองข้างทางและจากเราทั้งสองคนมาใช้มาช่วยให้บรรเทาความเหนื่อยล้าลงได้อย่างน่าทึ่ง... ฉันมีความสุขเสียจริงๆ
ถนนหนทาง วัดวาอาราม อาคารบ้านเรือนแบบฝรั่งเศส ความน่ารักและเรียบง่ายของคนที่นั่น โดยเฉพาะเสน่ห์แกมโกงของพ่อค้าตัวน้อยที่ถอดเอาใสซื่อของคนลาวออกมาให้เราได้สัมผัสอย่างน่าหยิก...
ภาพความทรงจำที่งดงามต่างๆ  ที่ฉันบันทึกไว้ผุดขึ้นมามากมายจนฉันอดไม่ได้ที่จะระบายมันออกมา  จนทำให้ฉันอยากจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเสียเหลือเกิน(โดยเฉพาะกับเธอ)... แต่มันคงเป็นได้เพียงจินตนาการ

ใครจะรู้อีกสักสองสามปี... ฉันอาจจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริงๆ  รอยยิ้มและความสงบอันงดงามมีอยู่เพียงที่นั่นจริงๆ หรือ  ใกล้ๆ ตัวของเราเองนั้นมันหมดไปแล้วหรือไร... สังคมไทยมันเสื่อมหรือว่าฉันเหงากันแน่

ฉันคิดถึงเธออีกแล้ว...  My Sakura  คิดถึงเหลือเกิน
(แล้วสักวันฉันจะเขียนเรื่องของเราอย่างจริงจังเสียที)