ผู้ชาย... เห็นแก่ตัว
จะเอาอะไรจากฉันอีกที่รัก... เท่าที่ฉันมอบให้ ยกให้ ทั้งหมดที่ฉันมียังไม่พออีกหรือ... ฉันไม่มีที่ไปอีกแล้ว... นอกเหนือจากทุกวันที่ฉันอยู่นี้ แทบไม่มีค่าสำหรับใครอีกแล้ว... ด้านหลังของฉันหาใช่หนทางไม่ แต่มันกลับกลายเป็นหุบเหว... ลึกเท่าไหร่ก็ไม่อาจจะวัดได้ด้วยมาตราวัดใดๆ ทั้งสิ้น
ชีวิตของฉัน... เท่านั้นที่ฉันมี ฉันก็ได้พยายามใช้อย่างลำพัง... ไม่ได้เบียดเบียนใครอีกต่อไป ส่วนจะไปกระทบกระทั่งใครไปบ้าง... นั่นก็หาได้มีเจตนา หรือตั้งใจแต่อย่างใด
พรุ่งนี้ของฉันไม่มีอีกแล้ว... ฉันใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนทุกวัน... บ้างก็บอกว่า “ซ้ำซาก” บ้างก็บอกว่า “มั่นคง” นั่นก็สุดแล้วแต่เจตนาในวิธีมองของแต่ละคน... แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังคงหายใจอยู่ได้ ยิ้มได้ นั่นก็คือความรู้สึกดีๆ ที่ฉันพยายามสั่งสมไว้ตลอดชีวิต... ฉันจะไม่เหงา และว้าเหว่มากไปกว่านี้ดอก... ที่รัก และฉันก็ไม่เคยเกลียดชังความรู้สึกนี้เลย... ทุกวัน ทุกวัน ความรู้สึกเหล่านี้กลับกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน หรืออาจจะเป็นความรู้สึกเดียวที่ฉันมีอยู่ในขณะนี้
ฉันไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดๆ จากใครๆ มาเนิ่นนานนักแล้ว... ฉันมีความสุขในพื้นที่ของฉัน พอใจในชีวิตรายวันของฉัน... ฉันแทบจะไม่รู้เลยว่าถัดจากประตูที่ฉันปิดไว้ มีอะไรอยู่บ้าง... ฉันไม่เคยคิดแม้จะเปิดมันออกอีกเลย
สองสามวันก่อน... มีใครคนหนึ่งพยายามเรียกฉันให้ออกไปจากพื้นที่ของฉัน... แต่ฉันได้ปฏิเสธไปอย่างไม่ลังเล ไม่มีอีกแล้วพื้นที่อื่นๆ สำหรับฉัน พื้นที่เหล่านั้นฉันขาดกลัวที่จะออกไปอีกครั้งหนึ่ง... ฉันอาจจะสูญเสียอะไรบางสิ่งจากความหวาดกลัวของตัวเอง... แต่ในความเป็นจริงไม่มีอะไรที่เป็นของฉันอีกแล้ว... ข้อสำคัญฉันไม่มีความอยากได้อะไรอีก ทุกสิ่งอย่างที่ฉันเคยมีฉันก็ให้ใครต่อใครไปหมดสิ้น... แล้วเธอยังอยากจะได้อะไรจากฉัน
ความรักของฉัน... ก็ได้มอบให้ใครบางคนไปหมดแล้ว สิ่งที่คอยปลอบโยนหัวใจฉัน เป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ที่ฉันเพียรพยายามสะสมมาชั่วชีวิต... ฉันอิ่มใจกับความรักที่ฉันเคยมี เท่านี้ก็เกินพอ ไม่ต้องยิ้มหรืออ้าแขนรอรับฉันดอก ไม่ต้องโอบกอดฉัน... ฉันยิ้มให้กับชีวิตของฉันได้เสมอ... และฉันก็โอบกอดตัวเองอยู่เป็นประจำ
โปรดเถิดที่รัก... โปรดปล่อยให้ฉันมีชีวิตของฉันอยู่อย่างนี้เถิด
...เพราะชีวิตเดียวของฉัน...ฉันพอใจที่สุดแล้ว...
19:55 p.m. [20 กรกฎาคม 2011]
Gypsy Alone
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ดีใจ... ที่ได้พบกัน
ดีใจ ที่ได้พบเธอ อีกครั้ง
ดีใจจัง ที่เธอกลับมา
รู้ไหมว่าเฝ้ารอ รอเธออยู่ คิดถึงเหลือเกิน
ร้องไห้เถิด ร้องไป หากเจ็บช้ำดวงจิต เสียใจ
น้ำตาอาจช่วยปลอบใจ...
...นานเหลือเกิน รู้ไหม มันนาน ฝันไป
ฝันว่าเธอเดิน มายืนใกล้ๆ ดีใจจัง
ร้องไห้เถิด ร้องไป ร้องให้น้ำตาสิ้น จากหัวใจ
ดีใจที่ได้พบเธอ...
รู้ไหมว่าเฝ้ารอ รอเธออยู่ คิดถึงเหลือเกิน
"ดีใจ" ธเนศ วรากูลนุเคราะห์
ฉันหยิบเพลงนี้ขึ้นมาฟังอีกครั้งหนึ่ง หลังจากไม่ได้ฟังเสียนาน เพียงเพราะฉันนึกถึงใครคนหนึ่ง ความทรงจำหลายๆ อย่างมันผุดขึ้นมาในสมองมากมายเหลือเกิน 7 ปี แล้วสินะนับแต่วันที่เราพบกัน และถ้าจะนับต่อไปอีกก็น่าจะ 3 ปี ที่เราแยกจากกัน...
หลังจากที่เราแยกจากกัน ฉันก็ได้พบปะกับคนอื่นๆ อยู่บ้าง เพื่อที่จะทำให้ชีวิตตัวเองปกติเช่นคนทั่วไป และฉันก็คิดถึงเธออยู่บ้าง ถึงจะไม่บ่อยเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นในใจ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับการใช้ชีวิตต่อไป แต่พักหลังๆ มานี่กลับกลายเป็นว่า นานๆ ทีฉันจะคิดถึงเธอ แต่คิดถึงเธอทีไรนานทุกที... มันน่าขันเสียนี่กระไร...
พูดถึงเรื่องความรักของเรา ที่มีวันหมดอายุนี่ก็น่าขำดีนะ ฉันยังจำได้เสมอที่เธอเคยบอกกับฉัน
"ทำไมไม่ไปหาใครสักคน ที่คุณสามารถแต่งงานกับเขาได้ มีครอบครัวกับเขาได้ อยู่กับฉันมันไม่มีอนาคตหรอกยังไงเราก็ต้องแยกจากกันอยู่ดี"
แล้วฉันตอบเธอไปว่า
"ถ้าการรักกับเธอแล้วไม่มีอนาคต เราไม่สามารถจะอยู่กินกันแบบครอบครัวได้ เพราะยังไงเราก็ต้องแยกจากกัน ฉันขอใช้เวลากับเธอให้มากที่สุดก่อนที่เราจะแยกจากกัน อย่างน้อยเวลาที่ฉันเหงา หรือต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ฉันก็ยังมีเธอให้คิดถึง มีความรักดีๆ ให้นึกถึง มันคุ้มค่ากว่าการอยู่กับใครก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้ขัดใจฉัน แล้วเราก็ยังมีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ถึง 4 ปี...
ในวันนี้แม้เราจะอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่ฉันก็ยังคิดถึงเธอได้... ฉันไม่ได้ขอให้เธอคิดถึงฉันหรอก เพราะฉันเชื่อว่า เธอก็คงคิดถึงฉันอยู่บ้างเช่นกัน
แต่ตอนนี้... ฉันคิดถึงเธอ จริง จริง คิดถึงเหลือเกิน my Sakura ของฉัน
Gypsy 1965 / 030711
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
จากหลวงพระบาง...(คิด) ถึงเธอ
Good Morning Luangprabang
สะบายดี… หลวงพระบาง
090709
ได้มีโอกาสดูหนังที่อยากจะดูจบเสียทีวันนี้
(ซึ่งเป็นวันที่มีงานแต่ไม่ทำและข้อสำคัญเราคุยกันไว้ว่าจะดูด้วยกันสองคน) อิ่มใจเสียจริงๆ แม้นจะเป็นการดูเพียงลำพัง... การถ่ายทอดเรื่องราวทั้งถ้อยคำและภาษาภาพ... ทำให้ฉันมีความอิ่มใจอยู่มาก ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ฉันรำลึกถึงใครคนหนึ่ง... อีกสองวันก็จะครบเจ็ดเดือนที่เราได้แยกจากกัน
แม้นจะดูเหมือนเพียงไม่นานนัก... แต่การจากกันด้วยเงื่อนไขของข้อตกลงบางอย่าง... เพียงแค่วันเดียวก็ดูเหมือนเนิ่นนานเสียเหลือเกิน...
ฉันนั่งดูหนังเรื่องนี้ไปพรางแอบยิ้มไปพราง... จินตนาการของฉันได้พาฉันเข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้หลายต่อหลายตอนเลยทีเดียว...
ตั้งแต่เวียงจัน... วันแรก ฉันนอนพักที่นั่นหนึ่งคืนเพื่อติดต่อขอทำวีซ่า... ต่อมาเป็นการนั่งรถอันหฤโหด 12 ชั่วโมงจากเวียงจันไปจนถึงถึงหลวงพระบาง...
แม้นจะเป็นการนั่งรถขึ้นเขาที่ยาวนานมาก... แต่เราก็ได้หยิมชมความสุขที่มีมากมายจากสองข้างทางและจากเราทั้งสองคนมาใช้มาช่วยให้บรรเทาความเหนื่อยล้าลงได้อย่างน่าทึ่ง... ฉันมีความสุขเสียจริงๆ
ถนนหนทาง วัดวาอาราม อาคารบ้านเรือนแบบฝรั่งเศส ความน่ารักและเรียบง่ายของคนที่นั่น โดยเฉพาะเสน่ห์แกมโกงของพ่อค้าตัวน้อยที่ถอดเอาใสซื่อของคนลาวออกมาให้เราได้สัมผัสอย่างน่าหยิก...
ภาพความทรงจำที่งดงามต่างๆ ที่ฉันบันทึกไว้ผุดขึ้นมามากมายจนฉันอดไม่ได้ที่จะระบายมันออกมา จนทำให้ฉันอยากจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเสียเหลือเกิน(โดยเฉพาะกับเธอ)... แต่มันคงเป็นได้เพียงจินตนาการ
ใครจะรู้อีกสักสองสามปี... ฉันอาจจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริงๆ รอยยิ้มและความสงบอันงดงามมีอยู่เพียงที่นั่นจริงๆ หรือ ใกล้ๆ ตัวของเราเองนั้นมันหมดไปแล้วหรือไร... สังคมไทยมันเสื่อมหรือว่าฉันเหงากันแน่
ฉันคิดถึงเธออีกแล้ว... My Sakura คิดถึงเหลือเกิน
(แล้วสักวันฉันจะเขียนเรื่องของเราอย่างจริงจังเสียที)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




